ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
ผอ.สุเนตร ทองคำ
ผอ.สุเนตร ทองคำ

ชื่อเรื่อง                              การพัฒนาการดำเนินงานเสริมสร้างวินัยในตนเองของนักเรียน 

                                            โรงเรียนยางอู้มวิทยาคาร  อำเภอท่าคันโท  จังหวัดกาฬสินธุ์

คณะผู้ศึกษาค้นคว้า       1.  นายสุเนตร  ทองคำ   ปริญญา  กศ.ม.    สาขา   การบริหารการศึกษา 

                                            2.  นายพยุงค์  ทองคำ     ปริญญา  กศ.ม.    สาขา   การบริหารการศึกษา

3.  นางศรีสุดา  ทองคำ    ปริญญา  กศ.ม.    สาขา   การวิจัยทางการศึกษา

โรงเรียน                            ยางอู้มวิทยาคาร       ปีที่พิมพ์    2550

 

บทคัดย่อ

 

                   การพัฒนาการดำเนินงานเสริมสร้างวินัยในตนเองของนักเรียน  โรงเรียนยางอู้มวิทยาคาร  อำเภอท่าคันโท  จังหวัดกาฬสินธุ์  เป็นการดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหาและเสริมสร้างให้นักเรียนมีวินัยในตนเองมีพฤติกรรมและค่านิยมอันพึงประสงค์  การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาการ

ดำเนินงานเสริมสร้างวินัยในตนเองของนักเรียน  โรงเรียนยางอู้มวิทยาคาร   อำเภอท่าคันโท  จังหวัด

กาฬสินธุ์  ใน  2  ด้าน  คือ  ด้านการแต่งกาย และด้านการแสดงความเคารพ  โดยใช้หลักการวิจัย

ปฏิบัติการ  (Action  Research)  4   ขั้นตอน  คือ  ขั้นการวางแผน  (Planning)  ขั้นปฏิบัติการ  (Action) 

ขั้นการสังเกต  (Observation)  และขั้นการสะท้อนผล  (Reflection)  และกลยุทธ์การประชุมกระบวนการ

มีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ (AIC)  กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้  จำนวน  4  คน  ได้แก่  ผู้ศึกษาค้นคว้า 

ครูที่ปรึกษาประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  จำนวน  1  คน และครูฝ่ายปกครอง   จำนวน  2   คน  

กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม  จำนวน  23  คน  ได้แก่  ผู้บริหารโรงเรียน  จำนวน  1  คน   ตัวแทน

คณะกรรมการสถานศึกษา  จำนวน  2  คน  ตัวแทนผู้ปกครองนักเรียน  จำนวน  10  คน  ตัวแทน

นักเรียนชันมัธยมศึกษาปีที่ 3  จำนวน  10  คน และกลุ่มเป้าหมาย  ได้แก่  นักเรียนชันมัธยมศึกษา  

ปีที่  3  จำนวน  10  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  ได้แก่   แบบสังเกตพฤติกรรม   จำนวน  4  ฉบับ  แบบสัมภาษณ์  จำนวน  4  ฉบับ  แบบบันทึกพฤติกรรม  จำนวน  1  ฉบับ  

แบบบันทึกการประชุม  จำนวน  1  ฉบับ   การตรวจสอบข้อมูลยึดหลักการตรวจสอบข้อมูลหลาย

มิติ (Triangulation)  และนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าโดยวิธีบรรยาย  (Narrative  Form)

                   ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า  การพัฒนาการดำเนินงานเสริมสร้างวินัยในตนเองของนักเรียน 

โรงเรียนยางอู้มวิทยาคาร  อำเภอท่าคันโท  จังหวัดกาฬสินธุ์  ก่อนการพัฒนานักเรียนขาดวินัยในด้าน

การแต่งกาย  และการทำความเคารพ  กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าจึงได้พัฒนาการดำเนินงานเสริมสร้างวินัยนักเรียน  โดยใช้กลยุทธ์การประชุมกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์  (AIC)  ที่ประชุมได้

กำหนดกิจกรรมในการพัฒนาความมีวินัยในตนเองของนักเรียนด้านการแต่งกายและการทำความเคารพ  4 กิจกรรม  คือ  กิจกรรมโฮมรูม  กิจกรรมเพื่อนคู่ใจ  กิจกรรมการเยี่ยมบ้านนักเรียน  และกิจกรรมการประกวดนักเรียนตัวอย่าง  โดยได้ดำเนินการพัฒนาการเสริมสร้างวินัยในตนเองของนักเรียนเป็น  2  วงรอบ  ผลการดำเนินการพัฒนาพบว่า  1)  วินัยด้านการแต่งกาย  นักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีพฤติกรรมด้านการแต่งกายได้ถูกระเบียบของโรงเรียน และแต่งกายได้เหมาะสมกับโอกาส และกิจกรรมที่ทางโรงเรียนกำหนด  เช่น  วันจันทร์แต่งกายด้วยชุดนักเรียน  วันอังคารแต่งกายด้วยชุดลูกเสือ - เนตรนารี  วันพุธแต่งกายด้วยชุดพลศึกษา  วันพฤหัสบดีแต่งกายด้วยชุดพื้นเมือง  วันศุกร์แต่งกายด้วยชุดประจำโรงเรียนมากขึ้น  2)  วินัยด้านการทำความเคารพ ส่วนวินัยด้านการทำความเคารพ  นักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีสัมมาคารวะ  สุภาพเรียบร้อย  สามารถพัฒนาตนเองให้เป็นผู้มี

พฤติกรรมด้านการแสดงความเคารพตามแบบอย่าง ประเพณีและมารยาทไทยที่พึงกระทำต่อบุคคล  โดยนักเรียนรู้จักไหว้พ่อแม่ หรือผู้ปกครองก่อนมาโรงเรียนและกลับถึงบ้าน  รู้จักกล่าวขอบคุณ  ขอโทษและรู้จักขออนุญาตได้อย่างถูกต้องตามกาลเทศะ  นอกจากนี้ยังรู้จักไหว้ครูและบุคคลต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม  รวมทั้งกราบและไหว้พระสงฆ์ได้อย่างถูกต้องและสวยงามมากขึ้น         

                   โดยสรุป  ผลการพัฒนาการดำเนินงานเสริมสร้างวินัยในตนเองของนักเรียน  โรงเรียน

ยางอู้มวิทยาคาร  ชี้ให้เห็นว่า  เทคนิคการประชุมกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์  (AIC) 

และกระบวนการวิจัยปฏิบัติการ  มีความสัมพันธ์ต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมความมีวินัยในตนเอง

ของนักเรียนด้านการแต่งกาย  และการแสดงความเคารพอย่างแท้จริง  สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการศึกษาพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองของนักเรียนในด้านอื่น ๆ  หรือสถานศึกษาอื่น

ต่อไป

ผอ.สุเนตร ทองคำ
ชื่อเรื่อง                                 รายงานการดำเนินงานโครงการห้องสมุดมีชีวิต 
                                             ปลูกนิสัยรักการอ่าน  โรงเรียนยางอู้มวิทยาคาร

ชื่อผู้รายงาน                         นายสุเนตร  ทองคำ

สถานศึกษา                          โรงเรียนยางอู้มวิทยาคาร

                                             สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์  เขต  2

ปีที่รายงาน                           2551

 

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

                      รายงานการดำเนินโครงการห้องสมุดมีชีวิต  ปลูกนิสัยรักการอ่าน  โรงเรียน

ยางอู้มวิทยาคาร  ครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานผลการดำเนินงานกิจกรรมโครงการห้องสมุดมีชีวิต  ปลูกนิสัยรักการอ่าน  โรงเรียนยางอู้มวิทยาคาร  และศึกษาความคิดเห็นของครู  นักเรียน  ผู้ปกครองนักเรียน  ที่มีต่อการดำเนินโครงการ  ซึ่งดำเนินการเป็น  3  ระยะ  คือ  ระยะที่ 1   สร้างความตระหนักในความสำคัญของการอ่านให้แก่นักเรียน  (ดำเนินการปีการศึกษา  2548)  ระยะที่ 2 ขยายผลโครงการให้ทั่วทั้งโรงเรียน  (ดำเนินการปีการศึกษา  2549)  ระยะที่ 3 พัฒนาการอ่านให้เกิดเป็นกิจนิสัย  (ดำเนินการปีการศึกษา  2550-2551)  กลุ่มตัวอย่างระยะที่  1  ได้แก่  ครู จำนวน  25  คน      นักเรียน จำนวน 222  คน  ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน  222  คนระยะที่ 2  ได้แก่          ครู จำนวน 25  คน  นักเรียน จำนวน 220  คน  ผู้ปกครองนักเรียน  จำนวน  220  คน  ระยะที่ 3 ได้แก่  ครู จำนวน  25 คน  นักเรียน จำนวน 217 คน ผู้ปกครองนักเรียน  จำนวน 217  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นการดำเนินงาน  แบบสอบถามพฤติกรรมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน  แบบสัมภาษณ์  แบบสังเกต  บันทึกการอ่าน  สถิติการยืมหนังสือ  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติ  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว  (analysis of variance)  ด้วย  F-test  และเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ระหว่างค่าเฉลี่ยด้วยวิธีการของ  Newman  kuels method

                    ผลการดำเนินงานพบว่า

                        ระยะที่  1  มุ่งสร้างความตระหนักในความสำคัญของการอ่านและพัฒนานิสัยรักการอ่านของนักเรียนโดยใช้กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน  มีกิจกรรมทั้งหมด  10  คือ  1) กิจกรรมค่ายผู้นำเยาวชนรักการอ่าน  2) กิจกรรมห้องสมุดสู่ห้องเรียน 3) กิจกรรมนักข่าวรุ่นเยาว์ 4) กิจกรรมห้องสมุดเคลื่อนที่  5) กิจกรรมแนะนำหนังสือ  6) กิจกรรมจัดป้ายนิเทศ  7) กิจกรรมแข่งขันตอบปัญหา  8) กิจกรรมประกวดเขียนเรียงความ 9) กิจกรรมประกวดคำขวัญ และ10) กิจกรรมแข่งขันเปิดพจนานุกรม  ผลการประเมินการดำเนินงาน  พบว่า  นักเรียนร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน  และมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการอ่านหนังสือในทางที่ดีขึ้นสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด  นักเรียนและครู  เห็นว่าการดำเนินงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก  กิจกรรมที่นักเรียนเห็นว่ามากที่สุด  คือ  กิจกรรมนักข่าวรุ่นเยาว์  ( =4.25, S.D. =.81) ส่วนครูเห็นว่ามากที่สุดคือ  กิจกรรมค่ายผู้นำเยาวชนรักการอ่าน  ( =4.19, S.D. =.77)  
                   นักเรียน  ผู้ปกครองนักเรียน  และครู  เห็นว่าพฤติกรรมนิสัยรักการอ่าน  โดยรวมอยู่ในระดับมากทุกรายการ

                    ระยะที่  2  มุ่งสร้างเสริมลักษณะนิสัยรักการอ่านและขยายผลการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านให้ทั่วทั้งโรงเรียน  ดำเนินกิจกรรมโครงการฯ  ทั้งหมด  13  กิจกรรม  คือ 

1) กิจกรรมนักข่าวรุ่นเยาว์ 2) กิจกรรมห้องสมุดเคลื่อนที่ 3)  กิจกรรมแนะนำหนังสือ  4) กิจกรรมจัดป้ายนิเทศ  5)  กิจกรรมแข่งขันตอบปัญหา  6)  กิจกรรมประกวดคำขวัญ  7) กิจกรรมประกวดเขียนเรียงความ  8) กิจกรรมแข่งขันเปิดพจนานุกรม  9) กิจกรรมวางทุกงาน  อ่านทุกคน  10) กิจกรรมครูยอดนักอ่าน  11)  กิจกรรมนักเรียนยอดนักอ่าน  12) กิจกรรมหนังสือเล่มโปรด  : Book  Club และ  13)  กิจกรรมพัฒนาทักษะทางภาษา  ผลการประเมินการดำเนินงาน  พบว่า  นักเรียนร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน  และมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการอ่านหนังสือในทางที่ดีขึ้นสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด  นักเรียนและครู  เห็นว่าการดำเนินงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก  กิจกรรมที่นักเรียนเห็นว่ามากที่สุด  คือ  กิจกรรมจัดป้ายนิเทศ   ( =4.13,  S.D. = .95)  รองลงมาคือ  กิจกรรมวางทุกงาน  อ่านทุกคน  กิจกรรมจัดป้ายนิเทศ   ( =4.09,  S.D. = .85)  ส่วนครูเห็นว่ามากที่สุดคือ  กิจกรรมป้ายนิเทศ  ( =4.14, S.D. =.96) รองลงมาคือ  กิจกรรมวางทุกงาน  อ่านทุกคน  กิจกรรมจัดป้ายนิเทศ   ( =4.12,  S.D. = .87)   

นักเรียน  ผู้ปกครองนักเรียน  และครู  เห็นว่าพฤติกรรมนิสัยรักการอ่าน  โดยรวมอยู่ในระดับมากทุกรายการ

ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักเรียน  ผู้ปกครองนักเรียน  และครูที่มีต่อพฤติกรรมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน  ระยะที่  1  กับระยะที่  2  พฤติกรรมทุกรายการมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น  นอกจากนี้โรงเรียนประสบความสำเร็จอย่างสูงเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ  ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ  อันดับที่  1  ห้องสมุดมีชีวิต  TK park  Living Library Award อุทยานการเรียนรู้  กรุงเทพมหานคร  หนึ่งในโครงการกิจกรรมเพื่อสร้างรากฐานการรักการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีวิต  ของสำนักนายกรัฐมนตรี  และรางวัลยอดเยี่ยมห้องสมุดมีชีวิต  ติดต่อกันทั้ง  2  ปี  และรางวัลโรงเรียนรักการอ่าน  ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์  เขต  2

                       ระยะที่  3  มุ่งพัฒนานิสัยรักการอ่านของนักเรียนให้เกิดเป็นกิจนิสัย  โดยใช้กิจกรรมโครงการห้องสมุดมีชีวิต  ปลูกนิสัยรักการอ่าน ฯ  ที่ดำเนินการในระยะที่  2  เป็นกิจกรรมหลักในการดำเนินการและกลุ่มสาระการเรียนรู้สามารถจัดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม  โดยยึดหลักการ  กิจกรรมหลากหลาย  ดำเนินงานสม่ำเสมอ  ประสานความร่วมมือยึดถือเป้าหมาย  ผลการดำเนินงานครูจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีการบูรณาการและ/สอดแทรกกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในการเรียนการสอน  จำนวน  24  คน  คิดเป็นร้อยละ  92.30 นักเรียนตระหนักถึงความสำคัญของการอ่านหนังสือที่มีต่อการพัฒนาตนเองและสังคมมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการอ่านซึ่งบ่งบอกถึงการพัฒนาลักษณะนิสัยการอ่านในทางที่พึงประสงค์  สามารถนำสิ่งที่ได้จากการอ่านไปประยุกต์ใช้ในการเรียนและการทำงานที่ได้รับมอบหมายได้  ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยสะสมสูงขึ้น  ปีการศึกษา  2548  ระดับคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ  2.65 ปีการศึกษา  2549  ระดับคะแนนเฉลี่ย  เท่ากับ  2.83  เพิ่มขึ้น  0.18  ปีการศึกษา  2550  ระดับคะแนนเฉลี่ย  เท่ากับ  2.85  เพิ่มขึ้น  0.02 ปีการศึกษา  2551  ระดับคะแนนเฉลี่ย  เท่ากับ  2.91  เพิ่มขึ้น  0.06  จากระยะที่  1  ถึงระยะที่  3 เพิ่มขึ้น  0.26  นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่อ่านหนังสือสม่ำเสมอมีจำนวน  27  คน  คิดเป็นร้อยละ  11.58  ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด  โดยนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  อ่านหนังสือสม่ำเสมอมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ  4.70  ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด  ส่วนนักเรียนระดับประถมศึกษาที่อ่านหนังสือสม่ำเสมอมีจำนวน  59  คน  คิดเป็นร้อยละ  8.88  ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด  โดยนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่  3-4  อ่านหนังสือสม่ำเสมอมากที่สุด  คิดเป็นร้อยละ  3.51  ผลการประเมินความคิดเห็นของนักเรียน  ครู  ที่มีต่อการดำเนินงาน  โดยรวมอยู่ในระดับมาก  กิจกรรมที่นักเรียนเห็นว่ามากที่สุด  คือ  กิจกรรมวางทุกงาน  อ่านทุกคน  (   =  4.60,  S.D.  =  .51)  รองลงมา  คือ  กิจกรรมการจัดป้ายนิเทศ  (   =  4.52,  S.D.  =  .50)  ส่วนครูเห็นว่ามากที่สุด  คือ  กิจกรรมวางทุกงาน  อ่านทุกคน  (   =  4.53,  S.D.  =  .58)  รองลงมา  คือ  กิจกรรมแข่งขันเปิดพจนานุกรม  (   =  4.51,  S.D.  =  .50)    

นักเรียน  ผู้ปกครองนักเรียน  และครู  เห็นว่าพฤติกรรมนิสัยรักการอ่าน  โดยรวมอยู่ในระดับมากทุกรายการผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักเรียน  และครูที่มีต่อการดำเนินโครงการห้องสมุดมีชีวิต  ปลูกนิสัยรักการอ่าน    ระยะที่  1  ระยะที่  2  ระยะที่  3  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01  และเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ระหว่างค่าเฉลี่ย  พบว่านักเรียนมีความคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการห้องสมุดมีชีวิต  ปลูกนิสัยรักการอ่าน ทั้ง  3  ระยะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.01  แสดงว่าระยะที่  3  มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าระยะที่  2  และระยะที่  1  และค่าเฉลี่ยระยะที่  3  สูงกว่าระยะที่  2  ครูมีความคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการห้องสมุดมีชีวิต  ปลูกนิสัยรักการอ่าน    ระยะที่  1  กับระยะที่3  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.01  แสดงว่าระยะที่  3  มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าระยะที่  2  แต่ระยะที่  1  กับระยะที่  2 และระยะที่  2 กับระยะที่  3  ไม่แตกต่างกัน

                         ความคิดเห็นของนักเรียน ผู้ปกครองนักเรียนมีความคิดเห็นต่อพฤติกรรมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน  ตามโครงการห้องสมุดมีชีวิต  ปลูกนิสัยรักการอ่าน    ระยะที่  1  ระยะที่  2  ระยะที่  3  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01  ส่วนครูมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันและเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ระหว่างค่าเฉลี่ย  พบว่า  นักเรียนมีความคิดเห็นต่อพฤติกรรมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนตามโครงการห้องสมุดมีชีวิต  ปลูกนิสัยรักการอ่าน  ระยะที่  1  กับระยะที่  3  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.01  แสดงว่าระยะที่  3  มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าระยะที่  1

                         ผู้ปกครองนักเรียนมีความคิดเห็นต่อพฤติกรรมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนตามโครงการห้องสมุดมีชีวิต  ปลูกนิสัยรักการอ่าน  ระยะที่  1  กับระยะที่  3  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.01  แสดงว่าระยะที่  3  มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าระยะที่  3  และระยะที่  2  กับระยะที่  3  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05  แสดงว่าระยะที่  3  มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าระยะที่  2

                         จากผลการดำเนินโครงการที่ปรากฏดังกล่าว  สรุปได้ว่า  แนวทางการดำเนินโครงการห้องสมุดมีชีวิต  ปลูกนิสัยรักการอ่าน    ที่โรงเรียนดำเนินการมีประสิทธิภาพ  สามารถเป็นแบบอย่างในการดำเนินงานโครงการส่งเสริมและพัฒนาการอ่านของนักเรียนแก่สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสถานศึกษาสังกัดอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี